"เฮ้อ งั้นเราดำเนินแผนการต่อไปเลยดีไหม?"
เฮิร์มส์ถามพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์บนใบหน้า
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่พวกเขาจะคุยต่อ มาร์คัสก็เอ่ยถามขึ้นมา
"เรามีข้อมูลอะไรบ้างว่าทำไมพลเอกเอ็มเบอร์ถึงออกไป?"
พลเอกที่รายงานเรื่องนี้ส่ายหัว
"ไม่มีครับ จริงๆ แล้วการลาออกขึงพลเอกเอ็มเบอร์นั้นเกิดขึ้นกะทันหันและคาดเดาไม่ได้เลย สายลับของเราหาเหตุผลที่สมเหตุสมผลไม่ได้ว่าอะไรทำให้เธอตัดสินใจทำแบบนี้"
"…"
มาร์คัสเงียบไปและเริ่มคิดทบทวน
ไม่ทราบเพราะอะไร การที่พลเอกเอ็มเบอร์ลาออกตอนที่พวกเขาใกล้จะเริ่มดำเนินแผนการแล้ว... เขารู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล
"จริงๆ แล้วยังมีอีกเรื่องที่ผมได้รับจากรายงานของสายลับ"
"อะไร?" มาร์คัสถาม
"ท่านจำสองผู้ช่วยพลเอกคนนั้นได้ไหม?"
"คนที่สังหารทหารของเราไปมากมายในสมรภูมิครั้งก่อน?"
คราวนี้เฮิร์มส์เป็นคนถาม
"ใช่ คนนั้นแหละ ตามรายงานบอก ทั้งสองคนออกไปในวันเดียวกับที่พลเอกเอ็มเบอร์ออกไป"
"หือ? แปลกนะ พวกเขาเป็นคนใต้บังคับบัญชาของเอ็มเบอร์เหรอ?"
เฮิร์มส์ถาม
แต่พลเอกส่ายหัว
"เราไม่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับพวกเขาเลย สิ่งเดียวที่เรารู้คือชื่อของพวกเขา นักซ์ และ ไธรา แต่ก็อีกนั่นแหละ เพราะทั้งสองคนมักปิดหน้าด้วยหน้ากาก ชื่อพวกนี้ก็อาจเป็นชื่อปลอมได้เช่นกัน"
เฮิร์มส์พยักหน้า
"ชิ พวกนั้นโชคดีจริงๆ"
"พวกมันฆ่าลูกน้องของผมไปเยอะมากในสมรภูมิครั้งก่อน ถ้าผมได้เป็นคนจับพวกมันในศึกครั้งต่อไป ผมจะทำให้พวกมันเสียใจที่ได้เกิดมาในโลกใบนี้"
เฟรดเจลอร์ดพูดพึมพำพร้อมกำมือแน่นด้วยความหงุดหงิด
"แล้วใบหน้าของพวกเขาล่ะ สายลับของท่านพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนั้นบ้างไหม?"
เฟรดเจลอร์ดถามต่อ
"เอ่อ เพราะพวกเขามักใส่หน้ากากตลอด เราแค่รู้สีตาของพวกเขาเท่านั้น ผู้หญิงที่ชื่อไธรามีตาสีฟ้าน้ำแข็ง ส่วนผู้ชายที่ชื่อนักซ์มีตาสีทอ—"
ทันใดนั้น พลเอกที่กำลังรายงานอยู่ก็เงียบไปเมื่อเขานึกขึ้นได้บางอย่าง
"ตาสีทอง..."
เขาพูดซ้ำ
"คล้ายกับมือสังหารที่โจมตีค่ายของเรา..."
มาร์คัสก็เข้าใจสิ่งที่เขาจะพูดเช่นกัน
แต่อาร์มันโดส่ายหัว
"สมองของพวกท่านหยุดทำงานไปแล้วหรืออย่างไร?"
ผู้ชายที่ชื่อนักซ์นี่เป็นผู้บ่มเพาะระดับ Expert ในขณะที่มือสังหารเป็นผู้บ่มเพาะระดับ King คนละคนกัน"
"อ่อ... ก็จริงนะ..."
พลเอกคนอื่นๆ พยักหน้าเห็นด้วย
"จริงอยูง เราไม่ควรเสียเวลาไปสนใจพวกตัวเล็กตัวน้อย"
แม้แต่เฮิร์มส์ก็ดูเชื่อ
"ได้แล้ว คุยกันพอแล้ว"
"ตอนนี้เอ็มเบอร์ไปแล้ว ขวัญกำลังใจของกองทัพวูดส์คงตกต่ำแน่ เราจะใช้โอกาสนี้โจมตีและยึดป้อมเดธสไปค์คืน พร้อมทำลายขวัญของพวกเขาให้ราบคาบไปเลย"
"แล้วพลเอกล่ะ ครั้งนี้เราจะส่งพลเอกไปกี่คน?"
"เอ่อ ครั้งนี้เราจะจัดการให้จริงจังขึ้นหน่อย"
"เฟรดเจลอร์ดกับมาร์คัส ท่านทั้งสองจะไปกับอาร์มันโดและเข้าร่วมศึกครั้งนี้"
"จำไว้นะ ท่านมีเป้าหมายเดียว นั่นคือหัวของพลเอกคนใหม่"
"ฮ่าๆๆ! ผมรอวันนี้มานานแล้ว! ผมขยับตัวได้ในที่สุด! ฮ่าๆๆ!"
เฟรดเจลอร์ดหัวเราะก๊ากออกมาดังๆ
แต่มาร์คัสกลับหยักคิ้ว
"ส่งผู้บ่มเพาะระดับ King ไปสามคน... มันจะไม่ทำให้ฝ่ายวูดส์ระวังตัวเราเหรอ?"
"ไม่ต้องห่วงไปมากนัก"
"ผมไม่ได้ทำไปคนเดียว"
"การส่งผู้บ่มเพาะระดับ King ไปสามคนนั้นเรื่องเล็กนิดเดียว"
"ฝ่ายวูดส์เสียผู้บ่มเพาะระดับ King ไปแล้วหนึ่งคน ถ้าเราฆ่าได้อีกคน พวกเขาจะเสียผู้บ่มเพาะระดับ King ไปสองคน"
"ราชวงศ์นั้นมีผู้บ่มเพาะระดับ King อยู่แค่หกคนเท่านั้น ถ้าเสียไปสองคน มันจะเป็นข้อได้เปรียบค่อนข้างใหญ่สำหรับเรา"
"และผมแน่ใจว่าแม้จะเสียผู้บ่มเพาะระดับ King ไปสองคน ตัวแก่ขี้บ่นนั่นก็จะไม่ขยับตัว"
"ในที่สุดฝ่ายวูดส์ก็จะส่งผู้บ่มเพาะระดับ King ที่เหือเหลืออยู่สี่คนเข้าสู่สมรภูมิ เราจะใช้โอกาสนั้นฆ่าทั้งสี่คนให้หมด"
"เมื่อผู้บ่มเพาะระดับ King หมดไป การเอาชนะฝ่ายวูดส์ก็เป็นเรื่องง่าย"
"ถ้าผู้บ่มเพาะระดับ Emperor ของพวกเขาเข้ามายุ่งล่ะ?"
พลเอกอาร์มันโดถาม
"ไม่ต้องห่วง เขาจะไม่เข้ามายุ่งหรอก เขารู้ว่าถ้าเขาทำแบบนั้นมันจะหมายความว่าเขาทำลายสนธิสัญญาสันติภาพนิรันดร์ ผมก็จะขอความช่วยเหลือจากอาณาจักรอื่นและทำลายราชวงศ์วูดส์ทิ้งเลย"
"เขาจะไม่เสี่ยงขนาดนั้นหรอก ตัวแก่นั่นไม่โง่ขนาดนั้น"
"แต่ตามสนธิสัญญา ผู้บ่มเพาะระดับ Emperor จะเข้าแทรกแซงไม่ได้จนกว่าชะตากรรมของอาณาจักรจะตกอยู่ในอันตราย ในสถานการณ์ที่ราชวงศ์วูดส์จะเผชิญตอนนั้น เขาจะไม่อ้างว่าการกระทำของตนคือการช่วยชาติที่กำลังจะแพ้ศัตรูหรือ?"
พลเอกอาร์มันโดถาม
"เฮอ ไม่ต้องห่วง ชะตากรรมของอาณาจักรของเขาจะไม่ตกอยู่ในอันตรายหรอก"
"หลังจากชนะสงครามนี้ แทนที่จะเดินทัพเข้าไปในเมืองหลวงของพวกเขาและพยายามควบคุมทั้งราชวงศ์ เราจะยึดเฉพาะเมืองที่ 'อุดมสมบูรณ์' บางเมืองแล้วเอาเปรียบจากเมืองเหล่านั้น"
"แบบนี้ ตราบใดที่เมืองหลวงยังไม่ถูกคุกคาม เขาจะขยับตัวไม่ได้โดยไม่ทำลายสนธิสัญญา"
"ดังนั้นไม่ว่าเขาจะปล่อยให้เราเอาเปรียบเมืองของเขาได้ตามใจชอบ หรือเขาขยับตัวและทำลายสนธิสัญญาจนประเทศของเขาถูกทำลาย นี่คือตัวเลือกเดียวที่เขาจะเหลืออยู่ใช่ไหม?"
เฟรดเจลอร์ดถามด้วยรอยยิ้มกว้างบนใบหน้า
"ถูกต้อง"
เฮิร์มส์พยักหน้าพร้อมรอยยิ้มเล็กๆ บนใบหน้า
เขาเห็นชัยชนะอยู่ตรงหน้าแล้ว
คนอื่นๆ ในห้องก็ยิ้มตามไปด้วย
ส่วนอาร์มันโดนั้น
'ผมต้องรายงานเรื่องนี้ให้ท่านนายทราบ...'
แม้ภายนอกเขาจะยิ้มเหมือนพลเอกคนอื่นๆ แต่ภายในใจเขากำลังคิดเรื่องอื่นอยู่
"ได้แล้ว ประชุมเสร็จแล้ว พวกท่านกลับได้เลย"
เฮิร์มส์โบกมือ พลเอกทั้งหลายลุกขึ้นและออกจากห้องไปทีละคน
เมื่อพลเอกทั้งหมดออกไปแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าของเฮิร์มส์ก็หายไป เขาหรี่ตาลง
'พวกไร้ประโยชน์ จับมือสังหารธรรมดายังไม่ได้'
'ถ้าหากผมไม่ต้องใช้พวกมันสำหรับแผนการในอนาคต...'
'ผมคงฆ่าพวกมันให้หมดแล้ว'
'ชิ ชิ'
เฮิร์มส์สูดปากเสียงดัง
'ท่านนายนักซ์...'
นอกห้องของเฮิร์มส์ พลเอกอาร์มันโดรีบติดต่อนักซ์ทันที แต่คำตอบที่เขาได้รับกลับเป็นเรื่องผิดปกติมาก